kanyarat homepage

Thursday, April 28, 2005

ดอกอะไร

ตอนนี้ยังไม่เฉลย

Tuesday, January 11, 2005

องค์ประกอบของศิลปะ และหลักการออกแบบ

องค์ประกอบของศิลปะ และหลักการออกแบบ
DSC03423
1. ความหมายและความสำคัญขององค์ประกอบของศิลปะ
คำว่า Composition มาจากภาษาละตินว่า Compositio หมายถึง การจัดเข้าด้วยกัน ในทางศิลปะ Composition หมายถึง องค์ประกอบแห่งศิลป์ สงวน รอดบุญ (2522, : 50) ซึ่งหมายถึงการนำส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ (Elements of Art) มาจัดเข้าด้วยกันตามความคิดจินตนาการ หรือประสบการณ์ของผู้สร้างแต่ละคน โดยอาศัยหลักของศิลปะสร้างให้เกิดการประสานกลมกลืนกันอย่างเป็นเอกภาพ
องค์ประกอบศิลป์ (Composition) ตามพจนานุกรมฉบับเว็บสเตอร์ (Webster 1961 : 196) ได้อธิบายไว้ข้อหนึ่งว่า ในทางวิจิตรศิลป์หมายถึงศิลปะหรือการปฏิบัติ กระทำให้เกิดการรวมกันของส่วนต่างๆ ในผลงาน และส่วนประกอบทั้งหมดนั้นจะต้องประสานกลมกลืนกัน
ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับภาษาอังกฤษเป็นไทยของ สอ เสถบุตร (ม.ป.ป. หน้า 144) ได้ให้ความหมาย Composition ไว้ว่าคือ ส่วนประกอบ สัดส่วน สิ่งที่ประกอบขึ้น ความเรียง เพลงที่แต่งขึ้น วัตถุผสม
อาลเลน และ โฮลเดน (Allen and Holden 1979 : 194) ได้กล่าวถึงความหมายขององค์ประกอบศิลป์ไว้ว่าคือ การจัดระเบียบส่วนต่างๆ ภายในงานศิลปะให้ประสานกลมกลืนกันทั้งภาพรูปที่มีองค์ประกอบที่ดีจะแสดงความสมดุลของรูปทรง การใช้สี ค่าน้ำหนักอ่อนแก่ ส่วนต่างๆ บริเวณว่าง จังหวะ และเนื้อหาที่เป็นเอกภาพ
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าองค์ประกอบศิลป์ หมายถึงการนำส่วนประกอบย่อยหรือส่วนประกอบที่สำคัญของศิลปะ ได้แก่ จุด เส้น สี น้ำหนักอ่อนแก่ พื้นผิว หรือรูปร่าง รูปทรง นำมารวมเข้าด้วยกัน โดยการจัดระเบียบส่วนต่างๆ เหล่านั้น ให้ประสานกลมกลืนกันในงานศิลปะ
การเข้าใจในศิลปะวัตถุในสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการศึกษาหาประสบการณ์ และความรู้จนเกิดความนิยมเข้าใจในศิลปะและองค์ประกอบของศิลปะหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า องค์ประกอบของการออกแบบมีความสำคัญในการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ศิลปินจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงองค์ประกอบของศิลปะ เพื่อที่จะนำมาใช้เป็นสื่อในการแสดงออกทางความรู้สึกและความคิดจินตนาการของตนหรือการนำเข้ามาจัดเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นรูปทรงอันเด่นชัด
หลักขององค์ประกอบศิลป์ จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานทัศนศิลป์ ประเภทวิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์ การจัดภาพหรือการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ให้เกิดความงาม องค์ประกอบศิลป์จะมีบทบาทสำคัญและนำมาใช้กับผลงานทัศนศิลป์ทุกสาขา อาทิเช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะภาพพิมพ์ ภาพถ่าย และการออกแบบสาขาต่างๆ มีความจำเป็นต้องนำหลักขององค์ประกอบศิลป์ หรือการออกแบบเข้าร่วมสร้างสรรค์ความงามเสมอ
ธิดา ชมภูนิชและคณะ (2526 : 23-24 ) องค์ประกอบของศิลปะที่สำคัญ ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใดแค่ไหนประโยชน์ที่สำคัญก็คือ ใช้ในการสร้างสรรค์รูปแบบทางศิลปะ ผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ในการใช้องค์ประกอบได้ดี ต้องเป็นนักออกแบบ จิตรกร ประติมากร สถาปนิก องค์ประกอบที่เป็นพื้นฐานและมีความสำคัญจำแนกได้
การจัดระเบียบ เรียบเรียง หรือการประสานกันของส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ เปรียบได้กับการนำภาษาของศิลปะมาจัดองค์ประกอบขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นความงามอย่างมีสุนทรียภาพเหมือนกับการเรียบเรียงเสียงประสานในดนตรี หรือการใช้ถ้อยคำอันไพเราะในบทประพันธ์
ดังนั้นการศึกษาวิชาองค์ประกอบศิลป์ก็คือ การศึกษาส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ และหลักขององค์ประกอบศิลป์ให้เข้าใจ เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีคุณภาพต่อไป

2. ส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ (Elements of Art)
2.1 จุด (Point) คือ มิติที่เป็นศูนย์ ไม่มีความกว้าง ความยาว หรือความลึก และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะแบ่งออกได้ เป็นสิ่งที่เล็กที่สุด ใช้สร้างรูปทรงและสร้างพลังเคลื่อนไหวของที่ว่างขึ้นได้
จุดเป็นส่วนประกอบของศิลปะเบื้องต้น ซึ่งดูเหมือนว่าไม่สำคัญ แต่ความจริงแล้วจุดเป็นต้นกำเนิดของส่วนประกอบสำคัญของศิลปะหลายชนิด เช่น เส้น พื้นผิว หรือรูปร่างรูปทรง ดังนั้นจุดจึงเป็นเพียงร่องรอยของรูปลักษณะกลมที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นโดยเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะดังนี้คือ
( 1 ) เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ เช่น จุดในรายของสัตว์ เปลือกหอย ผีเสื้อ แมลงต่างๆ พืช เปลือกไม้ ผลไม้ ฯลฯ




ภาพที่ 1 การเกิดจุดจากธรรมชาติ





ภาพที่ 2 การเกิดจุดจากมนุษย์สร้างขึ้น





ภาพที่ 3 จุดเพียงจุดเดียวจะมีพลังการเคลื่อนไหวน้อยมาก





ภาพที่ 4 จุดจำนวนมากจะแสดงภาพเคลื่อนไหวได้มากขึ้น







ภาพที่ 5 จุดรวมตัวกันเป็นกลุ่มเส้นรูปนอก
2.2 เส้น (Line)
เส้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโครงสร้างของศิลปะ ที่แสดงออกที่มีความหมายและให้ความรู้สึกเกี่ยวกับอารมณ์และจิตใจแก่ผู้ดู หรือให้ความหมาย ขนาด ความยาว และทิศทางที่เส้นช่วยแสดงออกถึงความรู้สึกและอารมณ์ของศิลปิน เรื่องราวที่เกิดจากเส้นตั้งให้ความรู้สึกสง่างาม เส้นนอนให้ความรู้สึก สงบหรือนิ่ง เส้นทแยงให้ความรู้สึกตื่นเต้น เส้นโค้งให้ความรู้สึกอ่อนโยน เช่น ภาพสิงโตบาดเจ็บใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างพยุงตัวขึ้นตามแนวตั้งแสดงถึงความมีชีวิต เส้นทแยงของลูกธนูให้ความตื่นเต้น ส่วนเส้นนอนของเท้าหลังให้ความรู้สึกที่สงบ พักหรือตาย ในการใช้เส้นทแยงและเส้นโค้งจะช่วยภาพให้มีความหนา ความลึก และสร้างพื้นผิวลวดลายให้เห็นเด่นชัด ความรู้สึกที่เกิดจากทิศทางของเส้น เส้นทุกเส้นมีทิศทางคือ ทางนอน ทางตั้ง หรือทางเฉียงในแต่ละทิศทาง จะให้ความรู้สึกต่อผู้ดูต่างกัน





ภาพที่ 6 เส้นเกิดจากจุดจำนวนมาก





ภาพที่ 7 เส้นเกิดจากการเคลื่อนที่ของจุด หรือการขูด ขีด ลาก


( 1 ) เส้นตั้ง ให้ความสมดุล มั่นคง แข็งแรง พุ่งขึ้น จริงจัง และเงียบขรึม
เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ซื่อสัตย์ มีความสมบูรณ์ให้ตัวเป็นผู้ดี สง่าและ
รุ่งเรือง


( 2 ) เส้นนอน กลมกลืนกับแรงดึงดูดของโลก ให้ความรู้สึกพักผ่อน เงียบ เฉย สงบ ผ่อนคลาย ได้แก่ เส้นขอบฟ้า ทะเล ทุ่งกว้าง คนนอน

( 3 ) เส้นเฉียงอยู่ระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว
ไม่สมบูรณ์มั่นคง ต้องการเส้นเฉียงเข้ามาช่วย เพื่อให้มั่นคง สมดุลในรูปของมุม
ฉาก และใช้มากในจิตรกรรมแบบ คิวบิสม์ (CUBISM)

( 4 ) เส้นซิกแซก ให้ความรู้สึกรุนแรง กระแทกเป็นห้วงๆ ตื่นเต้น
สับสนวุ่นวาย ไม่แน่นอน ต่อสู้ ทำลาย


( 5 ) เส้นโค้ง ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล คายความกระด้าง



2.2.2 เส้นโครงสร้าง
เป็นเส้นที่มองไม่เห็นด้วยตา เป็นการจินตนาการที่ผู้ดู จะรู้สึกหรือประติดประต่อเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง และเป็นเส้นที่เดินทางด้วยความรู้สึกไม่ใช่ด้วยการเห็น มีความสำคัญมากในศิลปะที่จะเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่ง ผ่อนคลาย ก็อยู่ที่เส้นโครงสร้าง มีอยู่ด้วยกัน 6 อย่าง คือ
( 1 ) เส้นแกนของรูปทรง เป็นเส้นศูนย์ถ่วงของคน เส้นแกนของผลไม้ของวัตถุต่างๆ
( 2 ) เส้นรูปภายนอกของกลุ่มรูปทรง
( 3 ) เส้นที่ลากจากจินตนาการจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่ง เช่น ดาวหมี ดาวจระเข้
( 4 ) เส้นที่แสดงความเคลื่อนไหวของที่ว่าง
( 5 ) เส้นโครงสร้างของปริมาตร เส้นรูปนอกไม่สามารถแสดงความโค้งนูนของปริมาตร เส้นภายในจึงเป็นโครงสร้างหรือจินตนาการที่แสดงความเคลื่อน
ไหว ที่พื้นผิวให้ความรู้สึกในปริมาตรของรูปทรง
( 6 ) เส้นโครงสร้างขององค์ประกอบเกิดจากเส้นแกนของส่วนต่างๆ ที่ประสานกันก่อนจะมีรายละเอียดของรูปทรงและมีความสำคัญต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึกส่วนรวมของงานศิลปะในฐานะผู้สร้างสรรค์ การวางเส้นโครงสร้างขององค์ประกอบก่อนที่จะเขียนรูปทรงหรือมวลลงไป เป็นวิธีที่สามารถจะกำหนดความรู้สึก อารมณ์ขั้นต้นของภาพ เป็นพื้นฐานสำหรับสานต่อด้วยรูปที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนให้สมบูรณ์

2.2.6 หน้าที่ของเส้นหลายอย่างดังต่อไปนี้
( 1) แบ่งที่ว่างออกไปเป็นส่วนๆ
( 2 ) กำหนดขอบเขตของที่ว่าง สร้างรูปทรงหรือแบบรูปของที่ว่าง
( 3 ) การกำหนดเส้นรูปนอกของรูปทรง
( 4 ) การแรเงาด้วยเส้นเป็นน้ำหนักอ่อนแก่ของแสงและเงา
( 5 ) ให้ความรู้สึกทางอารมณ์ด้วยตัวเอง


2.3 สี (Color )
สีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในงานศิลปะที่ให้ความสดชื่นมีชีวิตชีวา ตื่นเต้น มีแสงเงาและสีมีอิทธิพลเหนือจิตใจ ให้อารมณ์ สามารถช่วยให้เกิดคุณค่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดสีได้น่ามหัศจรรย์ที่มีอยู่ในแสงแดด เป็นคลื่นแสงที่จะปรากฏให้เห็นเมื่อแสงแดดส่องผ่านละอองน้ำในอากาศเกิดการหักเหทอเป็นสีรุ้งออกมามีอยู่ 7 สี คือ ม่วง ม่วงน้ำเงิน น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง
เฮนรี่ อีแวนส์ ( Henry Evans, 1973 : 18 ) ได้กล่าวถึงสัญลักษณ์ของสีไว้ว่า “สีแต่ละสีจะมีความหมายเป็นลักษณะเฉพาะตัว จะทำให้มีความรู้สึกในด้านดีหรือไม่ดีไปตามลักษณะของแต่ละสี อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง






ภาพที่ 8 แสงผ่านแท่งแก้ว ปริซึม เกิดการหักเหของแสงแยกสี
ในแสงออกเป็น 7 สี


2.3.1 คุณลักษณะของสีมีความสำคัญและมีบทบาทมากที่สุดในงานจิตรกรรมและมีลักษณะของทัศนธาตุอื่น ๆ ที่พิเศษเพิ่มขึ้นอีก แบ่งออกได้เป็นดังนี้
( 1 ) ความเป็นสี (Hue) หมายถึง สีแดง เหลือง เขียว ตามวงสีธรรมชาติ
( 2 ) น้ำหนักของสี (Value) หมายถึง ความสว่างหรือความมืดของสี ถ้าผสมสีขาวเข้าไปในสีสีหนึ่ง สีนั้นจะสว่างขึ้นหรือมีน้ำหนักอ่อนลง และถ้าเพิ่มสีขาวเข้าไปทีละน้อย ๆ ตามลำดับ ค่าของสีหรือน้ำหนักของสีจะเรียงลำดับจากแก่ที่สุดไปจนอ่อนที่สุด
( 3 ) ความจัดของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรือความบริสุทธิ์ของสีสีหนึ่ง สีที่ถูกผสมด้วยสีดำจะหม่นลง ความจัดจะลดลงและสีจะเรียงลำดับจากจัดที่สุดไปจนหม่นที่สุดได้หลายลำดับ โดยการค่อย ๆ เพิ่มสีดำผสมเข้าไปทีละน้อย ถึงลำดับที่ความจัดของสีน้อยที่สุดจนเกือบดำ

2.3.2 การใช้สีในงานศิลปะ การใช้สีเป็นเครื่องแสดงออกของอารมณ์ ความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะซับซ้อนเป็นสิ่งที่ยากจะวางมาตรฐานออกมาได้แน่นอน เหตุนี้ศิลปินจึงมักใช้สีอย่างค่อนข้างอิสระมากและต่างก็มีเหตุผลแตกต่างกันออกไป สีที่ใช้ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบอย่างลึกซึ้งในด้านเคมีสิ่งสำคัญสำหรับผู้ศึกษาศิลปะต้องจดจำและเข้าใจถึงความสัม
พันธ์ของแต่ละสีที่นำมาใช้ในโอกาสต่างๆ ผลของสีที่จะเกิดขึ้นในด้านจิตใจ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ว่องไวหรือเงียบเหงา ตึงเครียด หรือขาดการกระตือรือร้น เบื่อหน่วย ศิลปินที่ดีจะต้องมีความรู้สึกร่าเริง สนุกสนาน เศร้าโศก เงียบขรึม ควรมีอารมณ์ที่คล้อยตามไปด้วย
สีกับชีวิตประจำวันเกือบจะแยกกันไม่ออก การเลือกใช้ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย เครื่องตกแต่งบ้าน อุปกรณ์การเรียน ควรพิจารณาเลือกสีให้เหมาะสม เกิดความสัมพันธ์มีส่วนเกี่ยวข้องกันและจะได้สีที่งดงามหลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว มีบางส่วนที่ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการเรียนรู้ต้องมีการศึกษาหรือสังเกตในการเลือกใช้สีให้ได้ผลทางด้านอารมณ์และจิตใจเพื่อเป็นการสร้างรสนิยมของตนเองด้วย
การใช้สีในงานศิลปะมีคุณสมบัติในการทำให้เกิดความกลมกลืน หรือแตกต่าง การเน้นให้เกิดจุดเด่นและการรวมให้เป็นหน่วยเดียวกัน สีจึงมีผลต่อมวลและที่ว่างใช้ในการแสดงออกทางอารมณ์ด้วย เช่น ดอกไม้สีแดงที่อยู่ด้านหน้าของขอบสนามจะเป็นจุดสนใจ จุดเด่นที่ตัดกันกับสีเขียวของสนามหญ้า แลดูรู้สึกใกล้และไกลออกไป นอกจากนี้จะช่วยให้เกิดความแตกต่างในอารมณ์และผู้ดูให้อารมณ์ความรู้สึกและระยะใกล้ไกล จะมีสิ่งเปรียบเทียบหรือส่งเสริม หรือผลักดันซึ่งกันและกัน
สีในงานประติมากรรมและสถาปัตยกรรม จะใช้หรือระบายเคลือบหรือใช้เทคนิคทางเคมีอื่น ๆ ทำให้เกิดความเป็นรูปลักษณ์ที่เด่นหรือมีมวลที่กลมกลืนซับซ้อน สีจึงทำให้เกิดความเป็นภาพที่กลมกลืนกันหรือการใช้หลาย ๆ สีที่ตัดกันเพื่อแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน ในงานสถาปัตยกรรมอาจจะใช้สีที่ทำให้แลดูรวมเป็นหน่วยเดียวกันกับธรรมชาติ โดยให้วัตถุนั้นสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันยังพบอีกว่า ผู้หญิงมีความอ่อนไหวต่อสีมากกว่าผู้ชาย จากการทดลองถึงความสัมพันธ์ระหว่างสีกับพื้นที่ จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าสีมีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก
2.3.3 ทฤษฎีและการใช้สี ความหมายของสี สีมีหลายชนิดหลายประเภท มีอิทธิพลเหนือจิตใจ ให้ความรู้สึกและอารมณ์สิ่งที่อยู่รอบตัวเราประกอบด้วยสี จะรู้สึกได้เมื่อสัมผัส สีที่ได้จากธรรมชาติ เราสัมผัสได้ในสวนสาธารณะ ป่า ภูเขา ลำธาร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2525) ให้ความหมายของสี คือ “ลักษณะของแสงสว่างที่ปรากฏแก่สายตา จะเป็นสีขาว สีดำ สีเขียว แดง เป็นต้น”

สีจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง สามารถแบ่งสีออกเป็น 3 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 สีช่างเขียนหรือสีศิลปิน เป็นสีวัตถุธาตุใช้ในงานสร้างสรรค์ต่างๆ มีอยู่คือ แดง เหลือง น้ำเงิน ดังภาพที่ 9





ภาพที่ 9 สีช่างเขียนหรือสีศิลปิน
ที่มา ( นที เถกิงศรี ,2546)
ประเภทที่ 2 สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่เกิดจากการวิเคราะห์ และทดลอง เช่น สีที่เกิดจากแสงไฟฟ้า มีแม่สี แดง เขียว น้ำเงิน ซึ่งประโยชน์เกี่ยวกับ แสงที่ใช้กับแสงสีบนเวที การถ่ายภาพและโทรทัศน์สี ดังภาพที่ 10

ภาพที่ 10 สีวิทยาศาสตร์
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)
ประเภทที่ 3 สีจิตวิทยา เป็นสีที่เกี่ยวกับความรู้สึกของตา ที่สามารถมองเห็นแม่สี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน เขียว น้ำทะเล เป็นการผสมสีดูจากการหมุนแผ่นสี





ภาพที่ 11 แดง เหลือง เขียว น้ำเงิน
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)

2.3.4 การผสมสี มีอยู่สามขั้นคือ
ขั้นที่ 1 แม่สีวัตถุธาตุ (Primary Colour) คือ แดง เหลือง น้ำเงินแม่สี 3 สี แดง เหลือง น้ำเงิน เป็นพื้นฐานของการผสมสีอื่น ๆ ดังภาพที่ 12





ภาพที่ 12 แม่สีวัตถุธาตุ
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์, 2543, : 1)

ขั้นที่ 2 (Secondary Colour) เกิดจากการนำเอาแม่สี 2 สี มาผสมในปริมาณที่เท่า ๆ กันจะเกิดเป็นใหม่อีก 3 สี หรือเรียกว่า สีชั้นที่ 2 คือ
- สีเหลือง ผสม สีน้ำเงิน ได้เป็น สีเขียว
- สีน้ำเงิน ผสม สีแดง ได้เป็น สีม่วง
- สีแดง ผสม สีเหลือง ได้เป็น สีส้ม









ภาพที่ 13 สีที่ผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากันจะเกิดสีใหม่ 3 สี
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์, 2543, :1)


2.3.4.3. สีขั้นที่ 3 (Teritary Colour) เกิดจากการนำสีขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 มาผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน คือ 50% ก็จะเกิดเป็นสีใหม่ขึ้นอีก 6 สี
- สีเหลือง ผสม สีเขียว ได้เป็น สีเขียวเหลือง
- สีน้ำเงิน ผสม สีเขียว ได้เป็น สีเขียวน้ำเงิน
- สีน้ำเงิน ผสม สีม่วง ได้เป็น สีม่วงน้ำเงิน
- สีแดง ผสม สีม่วง ได้เป็น สีม่วงแดง
- สีแดง ผสม สีส้ม ได้เป็น สีส้มแดง
- สีเหลือง ผสม สีส้ม ได้เป็น สีส้มเหลือง









ภาพที่ 14 นำสีขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 มาผสมในอัตราส่วนที่เท่ากัน
ก็จะได้สี่ใหม่เพิ่มอีก 6 สี
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์ ,2543, : 2)
จากการผสมสีขั้นที่ 1, 2, 3 จะได้สีรวมกันทั้งหมด 12 สี เรียงจากอ่อนไปหาแก่ เรียกว่า สี (Colour Wheel) ดังในภาพที่ 15







ภาพที่ 15 คุณค่าของสี
ที่มา ( นที เถกิงศรี, 2546)
2.3.5 คุณค่าของสี (Value of Colour) หมายถึง การทำให้สีอ่อนลง โดยวิธีการลดค่าของสีด้วยการผสมสีขาวให้ลดความเข้มของสีเป็นระยะ ได้ตั้งแต่ 7 ระดับจนถึง 12 ระดับ หรือการเพิ่มค่าของสีด้วยการผสมสีดำเข้าไปจนถึงเข้มสุด ทำเป็นระยะ ๆ เช่นเดียวกับการใช้สีขาวหรือการเจือจางด้วยน้ำก็สามารถทำได้ คุณค่าของสีก็คือ สีเข้มสุดไปหาสีอ่อนสุดหรือสีอ่อนสุดไปหาสีเข้มสุด (Darkness Lightness)





ภาพที่ 16 คุณค่าของสีของสีวรรณะร้อน วรรณะเย็น
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์ , 2543, : 7)

2.3.6 ความรู้เรื่องสีและการใช้สี ศิลปินและนักออกแบบสามารถสร้างผลงานที่มีสีสันต่างๆ กันโดยไม่ซ้ำแบบโดยจัดโครงสีตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ อาจทำได้หลายวิธีคือ
( 1 ) สีวรรณะร้อน (สีอุ่น) การนำสีใด ๆ ที่มีส่วนผสมของสีแดง นับรวมทั้งสีเหลืองจากวงของสีในวรรณะร้อนมี 7 สี เหลือง ส้มเหลือง ส้ม ส้มแดง แดง ม่วงแดง และม่วง จะทำให้มีความรู้สึกตื่นตา ตื่นเต้น ไม่อยู่นิ่งดังภาพที่ 17







ภาพที่ 17 คุณค่าสีวรรณะร้อน
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์ ,2543 : 7)

( 2 ) สีวรรณะเย็น หมายถึงสีใด ๆ ที่มีส่วนผสมของสีน้ำเงิน นับจากสีเหลืองด้วยในวงสีมี 7 สี เหลือง เขียวเหลือง เขียว เขียวน้ำเงิน น้ำเงิน ม่วงน้ำเงิน และม่วง ในวรรณะนี้ให้ความรู้สึกร่มเย็น ชุ่มชื่น สบายตา สงบ เฉื่อยชา ดังภาพที่ 18






ภาพที่ 18 คุณค่าสีวรรณะเย็น
ที่มา (เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์, 2543, : 7)

( 3 ) สีเอกรงค์หรือสีเดียว เป็นสีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มและเด่นในสี ๆ เดียว ซึ่งอยู่ในวงจรของสี หรือการทำให้สีในวงจรให้อ่อนลงหรือเข้มขึ้น เช่น สีเหลือง เขียว เหลืองเขียว ให้สีขาวหรือดำผสมเพื่อทำให้อ่อนลงหรือเข้มขึ้นดังภาพที่ 19








ภาพที่ 19 สีเอกรงค์
ที่มา (นที เถกิงศรี,2546)

( 4 ) สีที่ตัดกันรุนแรงหรือสีคู่ตรงกันข้าม ได้แก่ คู่สีที่ตัดกัน รุนแรงมาก อยู่ตรงกันข้ามในวงสีที่อยู่ต่างวรรณะกัน มีทั้งหมด 6 คู่ เหลือง-ม่วง เขียว-แดง ส้ม-น้ำเงิน เขียวเหลือง-ม่วงแดง เขียวน้ำเงิน-ส้มแดง ส้มเหลือง-ม่วงน้ำเงิน ส่วนเส้นตัดระหว่างรอยต่อของสีดำ ขาว หรือเทาไม่เป็นสีตัดกันรุนแรงแท้จริง ดังภาพที่ 20







ภาพที่ 20 สีที่ตัดกันรุนแรงหรือสีคู่ตรงข้าม
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)
( 5 ) ความไม่ประสานกันของสี เป็นการใช้สีกลับกันในสีที่เข้มและมีสีเข้มกว่า สีเนื้อจะทำให้เกิดการไม่สานกันของสีที่มีความแปลกตาออกไป








ภาพที่ 21 ความไม่ประสานกันของสี
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)

( 6 ) สีที่ตัดกันรุนแรง สีทุกสีจะมีคู่ของมัน ถ้านำมาใช้ร่วมกัน หรือเรียงชิดกัน คลื่นของสีจะทำให้มีอำนาจในด้านความรู้สึกที่ตัดกันอย่างรุนแรง มอง ดูบาดตา คุณสมบัติของสีคู่ประกอบจะทำให้ความรู้สึกที่ตัดกันรุนแรงและมีปฏิปักษ์เช่น สีเหลืองตัดสีม่วง สีน้ำเงินตัดกับสีส้ม สีแดงตัดกับสีเขียว นอกจากนี้ยังมีสีคู่ติดกันอย่างแท้จริงจากวงสี ยังมีสีคู่ทิ่ติดกันเนื่องจากความแตกต่างในค่าน้ำหนักของสีมิใช่เกิดจากอำนาจของคลื่นสีที่ทำให้ดูแล้วรู้สึกตัดกันรุนแรง การใช้สีที่ตัดกันอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเร้าสะดุดตา







ภาพที่ 22 สีที่ตัดกันรุนแรง
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)
( 7 ) สีที่สัมพันธ์กัน สีที่สัมพันธ์กันมีสีคู่ผส มกัน น้ำเงิน เหลือง เขียวเหลือง แดง ส้ม ส่วนที่อยู่ในวงสีที่ติดกัน เมื่อนำมาใช้เข้าด้วยกันก็จะเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดความประสานกลมกลืนกันและดูงดงามยิ่งขึ้น







ภาพที่ 23 สีที่สัมพันธ์กัน
ที่มา (นที เถกิงศรี, 2546)

2.3.7 จิตวิทยาของสี สีนับว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ สีแต่ละสีจะทำให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน บางคนสามารถที่จะเลือกใช้ให้ถูกต้องกับโอกาสและเวลา สีเป็นสัญลักษณ์ที่เกิดจากอารมณ์ ในแต่ละสีจะให้ความรู้สึกไปทางหนึ่ง และการเลือกใช้สีให้ถูกต้องกับโอกาสเวลา สถานที่ วัฒนธรรมประเพณี สมัยนิยม ฐานะทางการศึกษา รสนิยม ลักษณะนิสัยความชอบของแต่ละบุคคล และให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปตามสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ
อิทธิพลของสีที่มีต่อความรู้สึกของมนุษย์อิทธิพลของสีที่มีผลต่อความรู้สึกของมนุษย์นั้นมีดังนี้ พีนาลิน สาริยา ( 2530 : 33-34 ) ได้กล่าวไว้ คือ


สีแดง สีส้ม เป็นสีที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นรุนแรง กล้าหาญ มั่งมีอำนาจ สนุกสนาน
ร่าเริง ตามหลักสากลถือว่าเป็นสีที่บ่งถึงอันตราย
สีเขียว เป็นสีที่ให้ความรู้สึก สบาย มีพลังวังชา
สีเขียวเหลือง เป็นสีที่ให้ความรู้สึก มีชีวิตชีวา สดใส
สีเหลือง เป็นสีที่ให้ความรู้สึก ร่าเริงสดใส เป็นหนุ่มเป็นสาว
สีม่วง เป็นสีที่ให้ความรู้สึก เศร้า ผิดหวัง
สีฟ้า เป็นสีที่ให้ความรู้สึก ใสสะอาด เรียบร้อย
สีชมพู เป็นสีที่ให้ความรู้สึก อ่อนหวาน นุ่มนวล น่ารัก
สีน้ำเงิน เป็นสีที่ให้ความรู้สึก มืด สงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว หนักแน่น
สีน้ำตาล เป็นสีที่ให้ความรู้สึก เก่า แห้งแล้ง ทรุดโทรม
สีเทา เป็นสีที่ให้ความรู้สึก เศร้าสงบ เรียบร้อย
สีเทาอมเขียว เป็นสีที่ให้ความรู้สึก ชรา ห่อเหี่ยว
สีดำ เป็นสีที่ให้ความรู้สึก หดหู่ เศร้าใจ ลึกลับ
สีขาว เป็นสีที่ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ ใหม่ สะอาด

นอกจากนั้นจิตวิทยาของสียังใช้เป็นสีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ในชีวิตประจำวันด้วยกล่าวคือ
สีที่ใช้ในการจราจร / สีที่ใช้กับไฟไหม้ / สีที่ใช้เกี่ยวกับพยาบาล / สีที่ใช้เกี่ยวกับกาชาด / สีของอาหาร / สีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกาย
จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของศิลปะนั้นประกอบไปด้วย จุด เส้น และสี และส่วนที่ประกอบได้เกิดภาพที่เป็นพื้นผิว ตลอดจนถึงระยะห่างของช่องไฟ การที่จะใช้องค์ประกอบดังกล่าวในการออกแบบแต่ละครั้ง ก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบแต่ละอย่าง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะทำให้สุนทรียภาพทางศิลปะนั้นด้อยค่าไป


2.4 พื้นผิว (Texture)
ลักษณะผิว หมายถึง ลักษณะของบริเวณพื้นผิวของวัสดุที่ใช้ในงานศิลปะ มีความสำคัญ ต่อความงามในด้านสุนทรียภาพ พื้นผิวจะมีความหมายทั้งในด้านการสัมผัสโดยตรง หรือเมื่อเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าหยาบ ละเอียด มัน ด้าน ขรุขระ เป็นเส้น เป็นจุด เป็นกำมะหยี่ (3-52) ในงานศิลปะจะเป็นพื้นผิวตามธรรมชาติหรือเกิดจากการปรุงแต่ง ศิลปินมีอิสระที่จะจัดทำได้ตามความเหมาะสมกับพื้นผิวในภาพเขียนนั้น จะเป็นพื้นผิวสี เนื้อสี เนื้อกระดาษหรือเนื้อผืนผ้าใบที่เขียนประกอบกับลักษณะของการป้ายสีของศิลปินแต่ละคน ซึ่งสามารถป้ายสีให้เรียบและขรุขระให้ผลในด้านความรู้สึก และในด้านสัมผัสเป็นอันมาก หลักการใช้พื้นผิวของศิลปินมักยึดหลักความเหมาะสมกับหน้าที่ใช้สอย และความงาม








ภาพที่ 24-25 ลักษณะผิวของวัตถุที่เราสัมผัสความหยาบละเอียด ฯลฯ
ได้ลักษณะผิวที่ทำเทียมขึ้นเมื่อมองดูจะรู้สึกว่าหยาบ ละเอียด
ที่มา (ชลูด นิ่มเสมอ, 2542, : 63)

2.4.1 ความสำคัญของพื้นผิว พื้นผิวมีความสำคัญมากสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะและการออกแบบ พื้นผิวจะถูกนำมาใช้ในลักษณะต่างๆ กัน เช่น ในผลงานจิตรกรรม ศิลปะภาพพิมพ์ ฯลฯ ศิลปินจะใช้พื้นผิวสร้างความงามและค่าน้ำหนัก เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างรูปร่างรูปทรง นักออกแบบสมัยใหม่จะเลือกวัสดุนำสมัยที่มีพื้นผิวแตกต่างกันมาใช้ เช่น โครเมี่ยม กระจก พลาสติก เซลลูลอย หรือโลหะต่างๆ นำมาใช้ตกแต่งอาคารทั้งภายนอกและภายใน หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
2.4.2 การเกิดของพื้นผิว พื้นผิวเกิดได้ 3 ลักษณะ คือ
ลักษณะที่ 1 เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ พื้นผิวของเปลือกไม้ ก้อนกรวด ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ผิวหนังสัตว์




ภาพที่ 26 ลักษณะผิว ก้อนหิน เนื้อไม้ เปลือกไม้ ที่เกิดจากธรรมชาติ
ที่มา ( เทียนชัย ตั้งพรประเสริฐ, 2542, : 26)
ลักษณะที่ 2 เกิดขึ้นโดยมนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ การขูด ขีด ระบาย ฯลฯ ให้เกิดเป็นร่องรอยพื้นผิวในลักษณะต่างๆ เช่น การเขียนเส้นด้วยปากกา ดินสอ การเขียนสีด้วยแปรงแห้งๆ การใช้ฟองน้ำแตะแต้มสีบนกระดาษ ใช้กระดาษเนื้อบางๆ ทาบบนพื้นผิวต่างๆ และใช้ดินสอหรือวัสดุอื่นๆ ถูด้านบนของกระดาษ จะได้พื้นผิวลักษณะต่างๆ




ภาพที่ 27 ลักษณะผิวดินสอที่ถูบนดระดาษ
ที่มา (เทียนชัย ตั้งพรประเสริฐ, 2542, : 27)

ลักษณะที่ 3 เกิดขึ้นโดยกระบวนการผลิตของเครื่องจักร ได้แก่ การผลิตวัสดุให้มีพื้นผิวที่แตกต่างกัน แบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ
- พื้นผิวล้อธรรมชาติ เป็นพื้นผิวที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ลายของผิวหนังสัตว์ ใบไม้ ลายหินอ่อน ฯลฯ ลงบนผิวหน้ากระดาษ ไม้ และวัสดุอื่นๆ
- ผิวสร้างขึ้นใหม่ เป็นพื้นผิวที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยไม่อิงธรรมชาติ เช่น ลายลูกฟูกบนกระดาษ พื้นผิวของโลหะ เนื้อผ้า และพื้นผิวบนวัสดุต่างๆ





ภาพที่ 28 ลักษณะผิว ลายไม้สัก ลายหินอ่อน ลายลูกฟูก ที่เกิดจากเครื่องจักร
ที่มา (เทียนชัย ตั้งพรประเสริฐ, 2542, : 27)



2.4.3 ความรู้สึกที่ได้รับจากพื้นผิว พื้นผิวจะให้ความรู้สึกแตกต่างกัน 4 ชนิด คือ
ชนิดที่ 1 พื้นผิวละเอียดเรียบมีสีอ่อน จะให้ความรู้สึกนุ่มนวล บอบบาง เบา สุภาพ แสดงความเป็นหญิง ถ้าพื้นผิวเรียบมันวาว จะให้ความรู้สึกหรูหรามีราคา ลื่น
ชนิดที่ 2 พื้นผิวหยาบ จะให้ความรู้สึกเข้มแข็ง หนักแน่น น่ากลัว กระด้าง และแสดงความเป็นหยาบ
ชนิดที่ 3 การใช้พื้นผิวให้เหมาะสมกับหน้าที่ใช้สอย การใช้พื้นผิวในงานออกแบบโดยทั่วไป ควรหวังผลในด้านความเหมาะสมในการใช้สอยความงามควบคู่กันไป ในการออกแบบนั้นจะต้องมีจุดมุ่งหมายเด่นชัดในด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าการใช้สอยสำคัญกว่าความงามก็เป็นรองลงไป พื้นผิวเรียบและขรุขระมีหน้าที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน การออกแบบพื้นผิวต้องให้เหมาะสมกับหน้าที่ใช้สอย จำเป็นต้องให้สัมพันธ์กับรูปทรงลักษณะด้วย
ชนิดที่ 4 การใช้พื้นผิวให้มีคุณค่าทางความงาม การใช้พื้นผิวตามแนวนี้จะใช้กับงานออกแบบที่ยึดความงาม ซึ่งเป็นผลทางด้านอารมณ์จิตใจ มีความสำคัญมากกว่าการใช้สอย ซึ่งตามปกติในการตกแต่ง ต้องให้มีความสัมพันธ์กันในองค์ประกอบของการออกแบบให้แน่นอน และให้แลดูเรียบร้อย มีความนุ่มนวล ให้พื้นผิวกลมกลืนกับภูมิประเทศหรือวัสดุตามธรรมชาติ สามารถทนต่อความชื้นของดินฟ้าอากาศของประเทศได้ นอกจากนั้นก็ตกแต่งด้วยการทาสีหรือแลคเกอร์ให้เรียบหรือเป็นลวดลายต่างๆ


2.5 รูปร่าง (Shape)
หมายถึง รูปลักษณะแบนราบเป็น 2 มิติ (Two Dimensions) มีความกว้างความยาวเป็นลักษณะปรากฏเฉพาะเส้นรอบรูป เกิดขึ้นจากส่วนประกอบสำคัญของศิลปะได้แก่ เส้น สี น้ำหนัก พื้นผิว ฯลฯ ไม่แสดงน้ำหนัก แสงเงา ให้เห็นเป็นปริมาตรหรือมวล
รูปร่างในทางศิลปะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 รูปร่างธรรมชาติ (Natural Shape) หมายถึง รูปร่างที่ถ่ายทอดแบบมาจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไป ได้แก่ คน สัตว์ พืช หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า รูปร่างที่ได้จากสิ่งมีชีวิต
ประเภทที่ 2 รูปร่างเรขาคณิต (Geometric Shape) หมายถึง รูปร่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้างแน่นอน ได้แก่ รูปร่างวงกลม รูปร่างสามเหลี่ยม รูปร่างสี่เหลี่ยม ฯลฯ
ประเภทที่ 3 รูปร่างนามธรรม (Abstract Shape) หมายถึง รูปร่างที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ง่ายขึ้น หรือตัดทอนให้ผิดเพี้ยนไม่ตรงกับความจริง อาจจะขยายขึ้น ลดทอน ดัดแปลง แต่พอจำเนื้อหาได้


2.5 รูปทรง (Form)
รูปทรงมีลักษณะแตกต่างจากรูปร่าง เพราะรูปทรงมีลักษณะเป็น 3 มิติ นอกจากจะมีส่วนกว้างและส่วนยาวแล้ว จะแสดงส่วนหนาหรือส่วนลึกเพิ่มขึ้น เป็นรูปทรงลวงตาในงานจิตรกรรม คุณสมบัติที่เห็นได้ชัดของรูปทรงคือมีลักษณะความเป็นมวล (Mass) มีความทึบตันปรากฏให้เห็นรวมกับคุณสมบัติภายในของรูปทรงที่เป็นปริมาตร (Volume) หรือบริเวณว่างภายในรูปทรง ดังนั้นรูปทรงจึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างมวลกับปริมาตร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ งานสถาปัตยกรรม ที่อยู่อาศัย หรือผลงานประติมากรรมบางชิ้นที่เจาะทะลุเป็นโพรงผสมผสานกับความทึบตัน ดังเช่น ผลงานของมูร์ และแสดงปริมาตร มวลที่ทึบตันด้วยน้ำหนัก แสง และเงา ให้เห็นล่วงตาบนพื้นระนาบ 2 มิติ
2.6.1 ประเภทของรูปทรง ในศิลปะแบ่งรูปทรงออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 รูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ รูปทรงที่มีลักษณะเป็นแบบเรขาคณิต เช่น รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ฯลฯ ในธรรมชาติผนึกของสารต่างๆ รูปทรงเหล่านี้ให้โครงสร้างหรือพื้นฐานของรูปทรงอื่นๆ ศิลปินบางพวกใช้รูปทรงนี้เป็นหลักในการสร้างงานและนำมาประกอบกัน เพื่อแสดงความคิดหรืออารมณ์ด้วยวิธีการหรือแบบอย่าง การแสดงออกมาของตนในการศึกษาควรทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีที่สุดก่อนที่จะก้าวไปศึกษารูปทรงที่เป็นโครงสร้าง






ภาพที่ 29 ก รูปทรงเรขาคณิต 2 มิติ



ภาพที่ 30 ข รูปทรงเรขาคณิต 3 มิติ
ที่มา (ชลูด นิ่มเสมอ, 2542 , : 212)

ประเภทที่ 2 รูปทรงอินทรียรูป รูปทรงนี้ หมายถึง สิ่งที่มีชีวิตหรือมีลักษณะคล้ายสิ่งมีชีวิต มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยการขยายตัวและการผนึกตัวและการผนึกตัวของเซลส์ต่างๆ คน สัตว์ พืช เซลส์ของสัตว์และพืชที่นำมาขยาย ปะการัง และกระดูก เมื่อกล่าวถึงในงานศิลปะ รูปทรงนี้ให้ความรู้สึกว่ามีโครงสร้างของชีวิตและเติบโตได้







ภาพที่ 31 รูปทรงอินทรียรูปให้ความรู้สึกของชีวิตและเติบโตได้
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 213 )

ประเภทที่ 3 รูปทรงอิสระ รูปทรงที่มิได้จำกัดอยู่ในแบบเรขาคณิต หรืออินทรียรูป แต่เกิดขึ้นอย่างอิสระ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนของตัวเองเป็นไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น รูปทรงของหยดน้ำ เมฆ บ่อน้ำ ควัน มีลักษณะเลื่อนไหล หรือเคลื่อนไหว และยังมีลักษณะขัดแย้งกับรูปทรงเรขาคณิต แต่กลมกลืนกับรูปทรงอินทรียรูป








ภาพที่ 32 รูปทรงอิสระ
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 213 )

ประเภทที่ 4 รูปทรงบริสุทธิ์ รูปทรงที่มิได้เป็นตัวแทนของสิ่งใดในธรรมชาติ แต่เป็นตัวมันเอง แสดงออกด้วยตัวเองโดยไม่อาศัยการอ้างอิง หรือเปรียบเทียบกับธรรมชาติ การเข้าถึงรูปทรงบริสุทธิ์มีอยู่ 2 วิธีคือ1. พยายามตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นต่อสาระที่แท้จริงของรูปทรงจากธรรมชาติออกไปให้มากที่สุด โดยกระบวนการที่ควบคุมด้วยการเห็นแจ้ง หรือสัญชาติญาณ 2. สร้างรูปทรงขึ้นมาใหม่ โดยไม่อาศัยรูปทรงจากธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่หนักไปทางปัญญา








ภาพที่ 33 รูปทรง วาชาเรลี โอเรียน (Orion) ค.ศ. 1956 – 1962
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2538 : 216 )

2.6.2 การประกอบกันของรูปทรง การประกอบกันของรูปทรงย่อยให้เป็นรูปทรงส่วนรวมที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญของการสร้างรูปทรงในทางทัศนศิลป์นั้น อาจทำได้โดยวิธีการต่างๆ คือ นำรูปทรงที่เคียงกัน (Juxtaposing Forms) ต่อเนื่องกัน (Donnecting Forms ) ซ้อนกัน (Overlapping Forms) ผนึกเข้าด้วยกัน (Interlocking Forms) แทรกเข้าหากัน (Interpentetrating Forms) สานเข้าด้วยกัน (Interwoven Forms) บิดพันกัน (Twisting Forms) เข้าประกอบกันดังภาพ 34







ภาพที่ 34 การประกอบกันของรูปทรง
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 220 – 223 )

2.6.3 การประกอบกันของรูปทรงต่างประเภท การนำรูปทรงอิสระกับรูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันก็จะได้ภาพซึ่งทำให้เกิดโครงสร้างแก่ภาพจะให้ชีวิตความเคลื่อนไหว การนำเอารูปทรง 2 ประเภทมาประกอบกันมีลักษณะขัดแย้งกัน และจะเกิดรูปทรงที่ผสมกันระหว่างรูปทรงทั้งสอง ทั้งรูปนอกส่วนรวม ส่วนรูปทรงภายในที่เกิดจากบริเวณที่ซ้อนกัน การนำรูปทรงเรขาคณิต รูปทรงอินทรียรูป และรูปทรงอิสระมาประกอบเข้าด้วยกัน จะทำให้ได้รูปทรงใหม่ๆ ขึ้นอย่างไม่จำกัด ( ภาพที่ 35 )






ภาพที่ 35 การประกอบกันของรูปทรงต่างประเภท
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 222 )


2.6.4 รูปทรงที่เป็นโครง รูปทรงแบบนี้จะยื่นตัวเองออกไปในอากาศมีลักษณะเป็นซี่โครงกระดูก หรือมีลักษณะเป็นเส้นแบบโครงของใบไม้ต้นไม้ ต้นหญ้า มีคุณลักษณะดังนี้
ลักษณะที่ 1 ประกอบด้วยการแยกแขนง แขนงที่แยกออกมีขนาดเล็ก เบาบางลงไป และยื่นตัวออกไปในอากาศมากขึ้น (ภาพที่ 36)





ภาพที่ 36 การประกอบด้วยการแยกแขนง
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 224 )

ลักษณะที่ 2 เส้นที่ยื่นออกไปในที่ว่าง ทำให้เกิดรูปทรงกับที่ว่างสัมพันธ์กันและเส้นนั้นเป็น
โครงสร้างที่ว่างจะเป็นการแสดงพลังความเคลื่อนไหวแตกแต่งกันไปตามลักษณะโครงสร้างของรูปทรงนั้นๆ (ภาพที่ 37)





ภาพที่ 37 เส้นที่ยื่นออกไปในช่องว่าง
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 225 )

ลักษณะที่ 3 รูปทรงที่มีโครงสร้างแบบโครงจะมีความสม่ำเสมอจะให้ความรู้สึกหยุดนิ่ง แต่ถ้าเป็นโครงสร้างที่ไม่สม่ำเสมอจะให้พลังความเคลื่อนไหวมีชีวิตสนุก และเร้าใจ (ภาพที่ 38)





ภาพที่ 38 รูปทรงที่มีโครงสร้างแบบโครง
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 225 )
2.6.5 รูปทรงที่มีลักษณะเป็นมวล เป็นรูปที่มีโครงสร้างแบบปริมาตร มีผิวนอกขยายตัวแบ่งออกในที่ว่าง ไม่มีแขนง ไม่มีการเรียวเล็กลง ได้แก่ แตงโม หอมหัวใหญ่ ไข่เป็นก้อนๆ เป็นมวลอันหนึ่งเห็นโครงสร้างภายในยาก ส่วนรูปทรงที่มีโครงสร้างแบบโครงอาจเห็นเป็นมวลได้ คือ แขนงไม้ที่ตัดเอาส่วนหนึ่งแล้วขยายจะเห็นรูปทรงที่เป็นมวลจะสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงที่ผิวมีลักษณะการโค้งนูนกินเนื้อที่ในที่ว่าง จะเห็นการเคลื่อนไหวบริเวณพื้นผิวได้ก่อน การเลื่อนไหล การขยายตัวในที่ว่างของพื้นผิวของสิ่งนั้นมากกว่า จะเห็นเส้นรูปนอก เห็นปริมาตร ก่อนเส้น เพราะมีพลังมากมายและเป็นพื้นเมือง มวล และปริมาตร ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกแรกที่เป็นเส้นกับที่ว่าง
พื้นผิวเป็นบริเวณที่แสดงปริมาตรโดยการเขียนรูปที่ใช้เส้น (Internal Contour) จะช่วยให้เข้าใจปริมาตรของพื้นผิว หรือจะแสดงแสงเงาเส้นในรวมกันได้ดี ยิ่งให้ความชัดเจนแก่ปริมาตรของรูปทรงมาก (ภาพที่ 39)






ภาพที่ 39 รูปทรงที่มีลักษณะเป็นมวล
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 226 )


2.7 ระนาบ (Plane)
คือ พื้นผิวแบบราบ มี 2 มิติที่เป็นทัศนธาตุอย่างหนึ่งที่มีหน้าที่สร้างรูปทรงในงานทัศนศิลป์ มีลักษณะใกล้เคียงกับรูปแบบหรือรูปร่างของที่ว่าง และมีรูปร่างต่างๆ มีทิศทางขนาดเดียวกับรูปแบบของที่ว่าง ระนาบมีลักษณะผิวที่ทึบตัน เป็นวัตถุ ไม่โปร่งเหมือนที่ว่างที่ล้อมรอบด้วยเส้นและมีความสำคัญต่อรูปทรงที่ว่าง สามารถสร้างรูปทรงได้ทั้ง 2 มิติและ 3 มิติ สามารถบังคับความเคลื่อนไหวของที่ว่างทั้งทางราบที่ขนานกับผิวของแผ่นภาพในทางลึกเป็นโครงสร้างที่สำคัญของรูปทรงทั้ง 2 มิติและ 3 มิติ
2.7.1 การใช้ระนาบสร้างรูปทรง 2 มิติและ 3 มิติ เราสามารถกำหนดรูปนอกของระนาบให้มีรูปทรงต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แผ่นกลม รูปทรงแบนราบที่มีลักษณะแตกต่างกันได้มากมาย ซึ่งรูปทรงเหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ (ดังภาพที่ 40)






ภาพที่ 40 รูปทรง 2 มิติในลักษณะแตกแต่งกัน
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 223 )

จากรูปทรง 2 มิติข้างต้นที่สร้างขึ้นด้วยระนาบ ถ้านำมาประกอบกันเข้าจะได้เป็นรูปทรง 3 มิติที่มีความแข็งแรงของโครงสร้าง การนำเอาระนาบมาโค้งงอบรรจบกันจะได้รูปทรง 3 มิติที่น่าสนใจ เช่น รูปกรวย รูปทรงกระบอก หรือนำระนาบมาต่อชนกันเป็นมุมเกิดเป็นรูปกรวยเหลี่ยม ลูกบาศก์ และรูปทรงสี่เหลี่ยมอื่นๆ อีกมากมายดังรูปที่ 41






ภาพที่ 41 ภาพวาดรูปทรง 2 มิติ ที่ปรากฏเป็นพื้นที่ระนาบ
เมื่อนำมาโค้งงอบรรจบกันจะกลายเป็นรูปทรง 3 มิติ
ที่มา ( ชลูด นิ่มเสมอ 2542 : 235 )

และการสอนศิลปศึกษาในชั้นเด็กเล็ก กิจกรรมตัดกระดาษเป็นรูปทรง (Paper Czofts) จากรูปทรง 2 มิติ มาประกอบเป็น 3 มิติ นับเป็นการสร้างพื้นฐานความเข้าใจในระนาบ หลักการทิศทางและการลดหลั่นได้เป็นอย่างดี
2.7.2 ระนาบที่สร้างความเคลื่อนไหวในทางลึก ให้แก่ภาพ 2 อย่าง คือ
1) ระนาบบอกระยะ เป็นที่ตั้งฉากกับสายตา หรือขนานกับพื้นผิวของแผ่นภาพ ที่ซ้อนทับกันให้เห็นเป็นระยะลึกเข้าไปในภาพ ความลึกของระนาบบอกระยะที่เกิดขึ้นจากการค่อยๆหดตัวลงและการซ้อนกันของระนาบถ้าใช้น้ำหนักและสีเข้าช่วยทำให้พลังความเคลื่อนไหวของที่ว่างในทางลึกมีความรุนแรง สมบูรณ์
2) ระนาบบอกทิศทาง มีผิวพื้นเอียงเฉไปตามทิศทางในทางลึกไม่ตั้งฉากกับสายตาเหมือนระนาบแนวตรง เส้นของระนาบบอกทิศทางที่เอียงเฉเข้าไปในทางลึก จะค่อยๆ สอบลง ตามหลักของทัศนียวิสัยจนบรรจบกันที่จุดสุดสายตา โดยทั่วไปในภาพหนึ่งจะมีระนาบทั้ง 2 อย่างนี้ทำงานร่วมกัน
สรุป
ระนาบ คือ พื้นผิวแบนราบที่มี 2 มิติ มีลักษณะใกล้เคียงกับรูปแบบและรูปร่างของที่ว่าง และมีทิศทางขนาดเดียวกับรูปแบบของที่ว่างที่มีพื้นผิวทึบตันเป็นวัตถุ โดยระนาบที่สร้างความเคลื่อนไหวในทางลึกจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ระนาบบอกระยะ และระนาบบอกทิศทาง โดยการใช้ระนาบกำหนดทิศทางได้ 4 วิธี คือ การใช้ระนาบที่บางใสซ้อนกัน การใช้ระนาบสานเข้าด้วยกัน การกลับค่าของเส้นทัศนียวิสัย การใช้ระนาบเชื่อมต่อกัน ระนาบยังช่วยสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆ ให้สัมพันธ์กันตามความต้องการทำให้เกิดพลังความเคลื่อนไหวของระนาบทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ โดยแบ่งออกได้ 2 ลักษณะคือ พลังผลักดันจากภายในของระนาบกับพลังผลักดันจากภายในผสมกับพลังของที่ว่างภายนอก

2.8 พื้นที่และช่องไฟ (Space)
พื้นที่และช่องไฟ หมายถึง ที่ที่แสดงถึงความกว้าง ยาว ใกล้ ไกล ตื้น ลึกและที่ว่าง เป็นพื้นที่ของส่วนที่เป็นรูปหรือของส่วนที่เป็นพื้นที่ในการออกแบบทั้งสองจะสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกการแก้ปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่และช่องไฟเป็นหัวใจอย่างหนึ่งในการสร้างงาน ทัศนศิลป์ และไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวขึ้นอยู่กับความชำนาญและประสบการณ์ ธิดา ชมภูนิช, และคณะ 2526 : 26






ภาพที่ 42 พื้นที่และช่องไฟ
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )
วิรัตน์ พิชญไพบูลย์ (2524) ได้กล่าวถึงที่ว่าง (Space) มนุษย์สามารถมองเห็นและสังเกตสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติจากตา สมอง และจิตใจ เป็นผู้พินิจความเห็นจากภาพนั้น
โรเบริ์ต จี สก๊อต ( Robert G.Scot, 1951 ) ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการมองเห็นว่า “เป็นการรับรู้จากการแลเห็น ซึ่งจะรวมถึงรับรู้จากระบบประสาทของสมองทั้งหมดที่ตอบสนองในการที่ได้รับการกระตุ้นจากภาพที่เห็นและการใช้ดุลยพินิจของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการแลเห็นออกมาเป็น สโตริโอสโคพิค ( Stereoscopic ) และ ไคเนสเธอทิค ( Kinesthetic )
สโตริโอสโคพิค (Stereoscopic) คือ มนุษย์สามารถในการแลเห็นภาพที่แตกต่างกันทั้ง 2 ภาพ นั้นเป็นภาพเดียวกัน และช่วยให้สามารถแลเห็นความลึกเป็นภาพ 3 มิติ
ไคเนสเธอทิค (Kinesthetic) นั้นมนุษย์สามารถเคลื่อนย้ายการมองดู โดยการกลอกดวงตาจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง การเคลื่อนไหวดวงตาและการปรับแก้วตาให้แลเห็นสิ่งต่างๆ มนุษย์จึงมองเห็นพื้นผิวของสิ่งของต่างๆ ได้ทั่ว
การมองเห็นช่วยให้มนุษย์รับรู้ในที่ว่างซึ่งจะแลเห็นอยู่คือ การแลเห็นพื้นผิวที่ไม่มีความลึกซึ่งเป็น decorative space และการแลเห็น ที่เป็นภาพสามมิติ Three-dimensional เป็นการแลเห็นที่ว่างภายในห้องที่มีขนาดของทั้งสองด้าน กว้าง ยาว และสูง
Oxford University Dictionary ได้ให้คำจำกัดความของที่ว่างไว้ 3 ประการ คือ
1. เป็นที่ว่างภายในขอบเขตที่กำหนดให้ที่ว่างภายในห้องที่มีฝาล้อมรอบ
2. เป็นที่ว่างที่เป็นระยะที่วัดได้จากมวลหนึ่งไปยังอีกมวลหนึ่ง
3. เป็นการชี้แสดงเวลาหรือระยะเวลาที่ทำหรือเปลี่ยนแปลงไป
ความหมายของที่ว่างจึงเป็นได้ทั้งรูปร่างภายในขอบเขตที่ว่าง หรือระยะเวลาที่ว่างจะมีทั้ง 2 มิติที่เป็นพื้นผิวที่แสดงความกว้างยาวหรือที่ว่างจะมีทั้งสองมิติที่เป็นพื้นผิวที่แสดงความกว้างจำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดที่ว่างเป็นกรณีพิเศษ ในการสร้างสรรค์ศิลปะสมัยใหม่

สรุป
พื้นผิวและช่องไฟ หมายถึง ที่ที่แสดงถึงความกว้าง ความยาว ใกล้ ไกล ตื้น ลึก และที่ว่าง เป็นพื้นที่ของส่วนที่เป็นรูปทรงหรือของส่วนที่เป็นพื้นที่ในการออกแบบทั้งสองจะสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก




3. หลักการออกแบบ (Principle of Arrangement)

หลักการจัดเป็นการนำเอาสิ่งสำคัญต่างๆ มาจัดวางให้ถูกต้อง และดูสวยงามและให้มีความสมดุล ให้มีสัดส่วนที่ดี มีจังหวะ มีความกลมกลืน มีการเน้นความเด่น มีความแตกต่างและมีช่องว่าง
หลักของการจัดองค์ประกอบ เพื่อที่จะเป็นแนวทางสำหรับผู้เริ่มศึกษา ศิลปะ ใช้เป็นหลักในการออกแบบ และพิจารณางานศิลปะที่ไม่ได้เป็นกฏเกณฑ์ตายตัว ที่จะต้องปฏิบัติซึ่งอาจจะดัดแปลงปรับปรุงเพื่อให้งานศิลปวัตถุนั้นมีความเป็นเอกภาพ
องค์ประกอบของการออกแบบมีปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้คือ
3.1 สัดส่วน
หมายถึง การจัดองค์ประกอบที่ให้ได้สัดส่วนกันในงานศิลปะมีความเป็นสัดส่วนอยู่ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกทางสุนทรียภาพและของอุดมคติและรวมไปถึงความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมกลมกลืนของสี แสง เงา ทัศนธาตุอื่นๆ การจัดภาพที่ให้ได้สัดส่วนทั้งองค์ประกอบที่มีอยู่ในภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ชลูด นิ่มเสมอ (2534) ได้กล่าวถึงสัดส่วนในงานประติมากรรมของกรีกว่า เป็นสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติ เพราะถือความงามแบบอุดมคติของ สัดส่วนในงานประติมากรรมของพวกแอฟริกัน ดั้งเดิมผิดไปจากสัดส่วนของคนจริง เป็นความรู้สึกทางวิญญาณที่น่ากลัวและในงานศิลปะของคนพวกนี้ มีจุดหมายต่างกันของกรีก เพราะอุดมคติของกรีกเน้นไปเพื่อความงาม ความประสานกลมกลืนของรูปทรง
ในงานศิลปะนั้นมิได้สร้างขึ้น เพื่อจุดประสงค์ทางความงามของรูปทรง แต่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงออกทางด้านอารมณ์ และความรู้สึกด้านอื่นอีก สัดส่วนจะช่วยเน้นความรู้สึกทางอารมณ์ของงานศิลปให้เป็นไปตามความต้องการของศิลปิน







ภาพที่ 43 สัดส่วนที่ผิดไปจากธรรมชาติ
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )
3.2 ความสมดุล
ธิดา ชมภูนิช และคณะได้กล่าวถึงความสมดุลไว้ หมายถึงการที่น้ำหนักของวัตถุจะไปรวมกันที่จุดๆ หนึ่งเป็นจุดศูนย์ถ่วง ในทางทัศนศิลป์ ภาพเขียน ภาพปั้น สลัก อาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ อยู่ได้ด้วยความสมดุล ซึ่งเป็นหลักสำคัญมาก ความสมดุลทางศิลปะต่างจากความสมดุลในธรรมชาติ
ความสมดุลทางศิลปต้องดูสมดุลกัน ส่วนในผลงานของประติมากรรม และสถาปัตยกรรมต้องอาศัยหลักของแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีทางฟิสิกส์ในทางจิตรกรรม อาศัยความ “รู้สึก” ในด้านศิลปะนั้น ความเท่ากันของซ้ายและขวาที่เป็นจริงตามความรู้สึก ความสมดุลจะช่วยย้ำให้ผลงานดูมีความมั่นคง สง่า น่าสนใจ แบ่งได้ 3 ประเภท คือ
3.2.1 แบบซ้ายขวาเหมือนกันหรือคล้ายกัน ผู้ที่เริ่มทำงานศิลปะจะฝึกการจัดภาพโดยใช้สมดุลแบบง่าย ซึ่งเป็นการนำองค์ประกอบของศิลปะมาจัดซ้ำๆ กัน อยู่ห่างจากจุดแกนกลางเท่าๆ กัน ในอดีตนิยมใช้แบบนี้และการออกแบบด้วยความสมดุลนี่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นเมื่อต้องการความเรียบง่าย ความมีระเบียบเพื่อมุ่งประโยชน์เฉพาที่ให้ผลงานมีลักษณะซ้าย-ขวาเหมือนกัน เช่น พระพุทธรูป เครื่องประดับ







ภาพที่ 44 ซ้ายขวาเหมือนกัน
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )

3.2.2 แบบซ้ายขวาไม่เหมือนกัน ความสมดุลที่องค์ประกอบของศิลปะทั้งซ้ายและขวามีลักษณะต่างกัน หรือขัดแย้งกัน ในการเขียนภาพ ที่มีลักษณะของความสมดุลที่ใช้พื้นที่มีการเน้นพื้นที่เล็กด้วยสีสดๆ ทำให้รู้สึกมีความเด่น และน้ำหนักมากขึ้น จนสมดุลกับพื้นที่ใหญ่ได้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่จะสร้างลักษณะสมดุล









ภาพที่ 45 ซ้ายขวาไม่เหมือนกัน
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )

3.2.3 สมดุลแบบรัศมี ซึ่งจะให้องค์ประกอบต่างๆ แผ่ออกจากศูนย์กลางเป็นรัศมีพบในการออกแบบโฆษณาเครื่องหมายต่างๆ สายดาวล้อมเดือนที่พบประดับบนเพดานโบสถ์วิหารจะเห็นได้ว่าการใช้หลักความสมดุล ไม่ว่าแบบใด ต่างก็มีลักษณะเฉพาะให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันในทางทัศนศิลป์คือว่า การแก้ปัญหาทางสมดุลเป็นหัวใจของการออกแบบในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างหนึ่ง







ภาพที่ 46 สมดูลแบบรัศมี
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )

จะเห็นได้ว่า ความสมดุล หมายถึง ภาพที่ถ่วงดุลกันได้ของรูปรางและรูปทรงที่มีขนาดน้ำหนัก ปริมาณ ฯลฯ โดยมีเส้นแกนสมมุติแนวตั้งเป็นตัวกำหนดความสมดุล

3.3 ความกลมกลืน
ความกลมกลืนเป็นองค์ประกอบของงานศิลปะ ความกลมกลืนเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ง่ายที่สุด เกิดขึ้นได้จากการใช้ส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ ได้แก่ จุด เส้น สี พื้นผิว น้ำหนัก รูปร่างรูปทรง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างมาประสานกันเกิดเป็นความพอเหมาะพอดี
ความกลมกลืน ในการสร้างงานศิลปะความกลมกลืนจะช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวขององค์ประกอบ ดูแล้วไม่ขัดต่อความรู้สึกหรือความกลมกลืนในเรื่องราวเนื้อหา รูปทรง สี ขนาด การสร้างความกลมกลืนนั้นสามารถทำได้หลายวิธี คือ
วิธีที่ 1 ความกลมกลืนในเนื้อหา เป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรม กับเรื่องนามธรรมจะนำมาจัดเข้าด้วยกัน จะทำให้ไม่มีความกลมกลืนทั้งเรื่องราว และรูปทรงขององค์ประกอบแต่ละส่วนจะแตกต่างกัน







ภาพที่ 47 ความกลมกลืนในเนื้อหา
ที่มา ( ผศ.วรสิทธิ์ มุทธเมธา 2544 : 156 )

วิธีที่2 ความกลมกลืนของรูปทรง มีรูปทรงในทำนองเดียวกันหรือจะต่างกัน ก็สามารถที่จะจัดให้ดูเป็นเรื่อง มีความสัมพันธ์ต่อกันได้ในรูปของทรงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สามารถนำมาจัดให้กลมกลืนกันได้







ภาพที่ 48 ความกลมกลืนของรูปทรง
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )
วิธีที่ 3 ความกลมกลืนในเรื่องสี สีที่ให้มีความสัมพันธ์กันจะเป็นสี Tone เดียวกันหรือต่างกันก็ได้ ในการใช้สีตรงข้ามที่มีความขัดแย้งกัน ถ้ารู้จักการให้สัดส่วนของสีและฆ่าสีให้มีความสัมพันธ์กัน สามารถกลมกลืนได้







ภาพที่ 49 ความกลมกลืนในเรื่องสี
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )
สรุป
ความกลมกลืนเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งที่ทำให้งานทัศนศิลป์เป็นเอกภาพ ความกลมกลืนเกิดขึ้นโดยการนำส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ ได้แก่ เส้น น้ำหนัก พื้นผิว สี หรือรูปร่างรูปทรงมากำหนดให้มีขนาด ทิศทาง จังหวะ ปริมาณ ฯลฯ ให้เหมือนหรือใกล้เคียงกัน

3.4 ความแตกต่าง
ความแตกต่าง หมายถึง การจัดองค์ประกอบของส่วนต่างๆ ที่มีองค์ประกอบต่างกันแต่สามารถนำมาจัดให้เป็นเรื่องราวเดียวกันที่แสดงออก ถึงความรุนแรง ตื่นเต้น หรือเพื่อเรียกร้องความสนใจ ความรู้สึกการแสดงออกในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม โดยการใช้สี รูปร่าง รูปทรง เส้นต่างกัน เพื่อให้ผลงานนั้นๆ มีความงามอยู่ในตัวและดูแปลกออกไป






ภาพที่ 50 ความแตกต่าง
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )

จะเห็นได้ว่าความแตกต่าง คือ การจัดองค์ประกอบส่วนต่างๆ ที่ให้เรื่องราวเกี่ยวกับการแสดงออกถึงความรุนแรงตื่นเต้นของงานจิตรกรรมและประติมากรรมโดยใช้สี รูปร่างรูปทรง เส้นต่างกัน เพื่อให้เกิดผลงานนั้นๆ ให้มีความงามอยู่ในตัวและดูแปลกไปจากเดิม

3.5 ช่วงจังหวะ
ช่วงจังหวะ หมายถึง การจัดองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงการจัดวางองค์ประกอบแต่ละชิ้นควรจะจัดแบบมีช่องว่างหรือไม่ ช่องว่างนั้นควรมีระยะทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของบริเวณขององค์ประกอบแต่ละชิ้นด้วย ควรจัดวางให้ลงตัว สวยงาม ไม่ว่าจะมีลักษณะซ้ำกันหรือต่างกัน โดยคำนึงถึงการประสานสัมพันธ์ของเส้น แสง สี ขนาด ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม การจัดองค์ประกอบจะต้องจัดให้มีระยะ มีจังหวะเพื่อให้เกิดความพอดี







ภาพที่ 51 ช่วงจังหวะ
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )

จะเห็นได้ว่า จังหวะ คือ ความเคลื่อนไหวที่มีจังหวะต่อเนื่องหรือหยุดเป็นช่วงๆ อาจแบ่งเป็นเส้น สี เสียง น้ำหนัก ฯลฯ เกิดเป็นจังหวะที่มีลักษณะการซ้ำที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน

3.6 การเน้น
การเน้นหรือจุดเด่น งานประเภทใดก็ตาม ความงามของสิ่งเหล่านั้นจะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งสะดุดตา เพื่อให้ผู้พบเห็นสนใจ ศิลปินต้องบรรจงสร้างงานของตนเองให้สำเร็จลุล่วงตามมโนภาพที่มองเห็นและความสามารถที่จะแสดงออกมา การสร้างจุดเด่นของงานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเพิ่มเสน่ห์และความสนใจให้กับงานนั้นด้วยการใช้ เส้น แสง สี ลงบนพื้นผิว จุดเด่นจะอยู่ส่วนใดของภาพก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม สถาปัตยกรรม และประติมากรรม การเน้นจุดเด่นให้เหมาะสมกับลักษณะของงานนั้นๆ อาจทำได้หลายวิธีการใช้สีเน้นน้ำหนัก ของเส้น หรือใช้แสงเงา








ภาพที่ 52 การเน้นหรือจุดเด่น
ที่มา ( นที เถกิงศรี 2546 )


จะเห็นได้ว่า การเน้น หมายถึง การทำให้ส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งมีความเด่นชัดเจนขึ้น หรือตัดกับส่วนประกอบอื่นๆ โดยการเน้นแบ่งออกเป็นได้หลายลักษณะ ดังนี้ คือ การเน้นโดยการตัด การเน้นโดยการแยกตัวออกไป การเน้นโดยการจัดวางตำแหน่ง การไม่ปรากฏความเด่นชัดของจุดสนใจ

สรุป
องค์ประกอบของศิลปะและหลักการออกแบบจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญๆ ที่เป็นหลักๆ ดังนี้ คือ 1) ส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ (Elements of Art) ได้แก่ จุด เส้น สี รูปทรง รูปร่าง พื้นผิว ระนาบ และที่ว่าง2) หลักการออกแบบ (Principle of Arrangement) ซึ่งต้องมี สัดส่วน ความสมดุลย์ ช่วงจังหวะ ความแตกต่าง ความกลมกลืน และการเน้น
ถ้าปราศจากองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้น จะทำให้คุณค่าในงานศิลปะขาดความสุนทรีย์และงานด้อยคุณค่าในความงามอย่างเห็นได้ชัดเจน




แบบฝึกหัดท้ายบท

1. จงอธิบายความหมายขององค์ประกอบศิลป์
2. จงอธิบายความสำคัญขององค์ประกอบศิลป์
3. จงอธิบายความหมายส่วนประกอบสำคัญของศิลปะ
4. จงอธิบายการเกิดของจุด
5. จงอธิบายคำจำกัดความชนิดของเส้นต่างๆ
6. จงอธิบายชนิดของสีที่เป็นแสงกับสีที่เป็นวัตถุหมายถึงอะไร
7. จงอธิบายชนิดของสีขั้นที่ 1, 2 และ 3 พร้อมตัวอย่างการผสมสี
8. จงอธิบายลักษณะของความกลมกลืน 3 ลักษณะ ยกตัวอย่างภาพประกอบ
9. จงอธิบายความหมายของพื้นผิวและความสำคัญของพื้นผิว
10. จงอธิบายความหมายของรูปร่างและรูปทรง
11. จงอธิบายความหมายของรูปทรงเรขาคณิตและรูปทรงอิสระ
12. จงอธิบายความหมายของระนาบและการสร้างรูปทรง 2 มิติและ 3 มิติ

















หนังสืออ้างอิง

เกสร ธิติจารี. ศิลปะขั้นนำภาควิชาศิลปศึกษา. คณะวิชาครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, 2534.
ชลูด นิ่มเสมอ. องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2534.
ทวีเดช จิ๋วบาง เรียนรู้ทฤษฎีสี กรุงเทพฯ : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์ 2536
เทียนชัย ตั้งพรประเสริฐ องค์ประกอบศิลป์ 1 กรุงเทพฯ เฟื้องฟ้า พริ้นติ้ง 2542
ธิดา ชมพูนิช และคณะ. ความเข้าใจในศิลปะ. ภาควิชาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูนครปฐม, 2526.
ประเสริฐ ศิลรัตนา. ความเข้าใจในศิลปะ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2525.
พีนาลิน สารียา. จิตรกรรมประยุกต์. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครู
นครราชสีมา, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2535.
วัฒนา พุทธางธานนท์. ศิลปะวิจักษ์. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, 2520.
วิรัตน์ พิชญไพบูลย์. ความเข้าใจศิลปะ. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2528.
วรสิทธิ์ มุทธเมธา. หลักการออกแบบศิลปกรรม คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศสตร์
สถาบันราชภัฎจันทรเกษม, 2544.
ศิลป์ พีระศรี, ศิลสงเคราะห์, แปลโดย พระยาอนุมานราชธน. กรุงเทพมหานคร :
ไพศาลศิลป์การพิมพ์, 2527
สอ เสถบุตร, พจนานุกรมอังกฤษ-ไทยใหม่. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,
ม.ป.ป.
เสน่ห์ ธนารัตนสฤษดิ์. ทฤษฏีสี ภาคปฏิบัติ กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543
สงวน รอดบุญ. ลัทธิและสกุลช่างศิลปตะวันตก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2522.
Life&Home. มุมมองความลับของเรือนกายในบ้านแห่งรอยยิ้ม กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์ ส. พิจิตรการพิมพ์, 2002
Graves, Maitland. The Art of Colour and Design. New York : McGrand-Hill Book
Company, 1951
Harry sternberg, Cmposition, The Anatomy of PictureMaking. New York : Pitman
Publishing Co-oporation 1958.

Helen Maric Evans, Man the Design, New York : The Macmillan Company, 1973.
Ocvirk Bone, Stinson, Wigg, Arf Fundamentals. Theory and Practine, Ivwa : W.M.C. Brown Company 1962.
Owen, Cheryl. Paper Crafts. London : Salamander Books Ltd., 1990.
Robert G. Scott. Design Fundmentals. New York : McGraw-Hill Book
Company, 1951.
Webster’s New Collegeate Dictionary. Mass : G E C Merrian Co., 1961.